

ย้อนกลับมาอิตาลีอีกที
ชักนอกเรื่อง หน้าผาที่พามาชมนี่อยู่ในเกาะเล็กๆ แต่ชื่อเสียงโด่งดัง
ชื่อคาปรี (Capri) อยู่ปลายแหลมของเมือง Sorrento ด้านใต้ของอ่าวเนเปิลส์
(Naples) ที่เป็นที่ตั้งของ Caesar-augustus Hotel
โรงแรมที่เอาชื่อจักรพรรดิมาตั้งเป็นชื่อของโรงแรม แถมเอารูปปั้นท่าน
มายืนชมวิวริมทะเล เสียอีก เรียกว่าใช้งานท่านคุ้มทีเดียว
โรงแรมนี้ตั้งอยู่บนระดับความสูง 1000 ฟุต เหนือระดับน้ำทะเล
ของหน้าผาริมทะเล มองเห็นวิวทิวท้ศน์ของเกาะ อ่าวเนเปิลส์
และทะเลเบื้องหน้า ที่ไกลลิบลับ และยังมองไปถึงวิวของภูเขาไฟเพชฌฆาต
“วิสุเวียส” อีกด้วย


โรงแรมแห่งนี้
มีประวัติเก่าแก่มาก เริ่มแรกก่อสร้างเป็นบ้านพักของพ่อค้าชาวเยอรมัน
เรียกว่า "Villa Bitter" ตั้งแต่ช่วงปี 1850s หลายสิบปีต่อมา
ที่นี่ก็เริ่มมีชื่อเสียง ของนักเดินทางในนาม "Scala Fenicia" (The
Phoenician Stairway) โดยเฉพาะคาปรี
ได้เจริญรุ่งเรืองขึ้นทั้งทางเศรษฐกิจและอำนาจ พอถึงช่วงเริ่มต้นศตวรรษที่
19 เจ้าชายรัสเซียนาม Emmanuel Bullak ก็ได้เข้ามาซื้อที่นี่ไว้
เขาเป็นคนที่มีการรับรู้เรื่องอนาคตได้อย่างประหลาด
เช่นเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการปกครองในรัสเซีย
เขาจึงทำอะไรที่ก้าวล้ำนำหน้า เหตุการณ์ต่างๆอยู่เสมอ
เพราะภายหลังการปฏิวัติเดือนตุลา เหล่าเจ้านาย ขุนนาง
ต่างตกระกำลำบากกันหมด กระทั่งบางคนยังต้องไปทำงานล้างจานอยู่ในปารีส
แต่เขากลับได้มาครอบครอง "Villa Bitter" นี้ และใช้ Anacapri
เป็นที่หลบลี้ภัยอย่างสุขสบาย



เจ้าชายบูลลัค
(Bullak) ได้ซื้อและปรับปรุงบ้านพักนี้ขึ้น จนสวยงามสมกับฐานะของท่าน
และได้จ้างช่างปั้นรูปของ Caesar Augustus โดยลอกแบบมาจากรูปปั้น Caesar
de Prima Porta ที่มีชื่อเสียง
การกระทำนี้ท่านมีเหตุผลที่แตกต่างจากคนอื่น
ในแง่มุมประวัติศาสตร์ของคาปรี ที่ว่าความมีชื่อเสียงของเมืองเกิดจาก
จักรพรรดิทิเบเรียส (Tiberius) ที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์
ปกครองอาณาจักรแถบนี้ แต่เจ้าชายบูลลัคกลับมองว่า จักรพรรดิออกุสตุส
มีความสำคัญ ต่อชื่อเสียงของคาปรีมากกว่า
การตั้งรูปปั้นของจักรพรรดิออกุสตุส
จึงตั้งใจที่จะวางไว้บนหน้าผาและก้มมองลงไปยัง Villa Jovis
ที่เป็นบ้านของทิเบเรียส (ซึ่งเป็นลูกบุญธรรมของซีซ่า)
และยังตอกย้ำความคิดนี้ด้วยการสลักข้อความลงบนฐานรูปปั้นด้วยว่า
“จักรพรรดิออกุสตุส เป็นผู้ที่ค้นพบคาปรี
ที่เปรียบได้ดั่งอัญมณีแห่งเมดิเตอร์เรเนียนนี้" แต่ถึงปลายปี 1930s
เจ้าชายบูลลัค จำใจต้องขายวิลล่านี้ออกไป
เพื่อหลีกหนีภัยสงครามที่ใกล้ถึงตัวอีกครั้ง โดยมีเจ้าของใหม่คือตระกูล
Signorini แห่งเนเปิลส์(Naples) แล้วท่านก็ย้ายไปหาที่สงบอยู่ในอังกฤษ



เมื่อสิ้นสุดสงคราม
ตระกูล Signorinis ก็ได้ปรับปรุงวิลล่านี้ให้เป็นโรงแรม
และดำเนินการมาจนปัจจุบัน นับเป็นลูกหลานรุ่นที่ 3 แล้ว
ที่บริหารโรงแรมนี้ โรงแรมนี้มีจุดเด่นที่สุดที่วิวของหมู่เกาะรอบๆ
เมืองที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันอันรุ่งเรือง
และธรรมชาติของหน้าผา ท้องทะเล และอ่าวเนเปิลส์
ดังนั้นการตกแต่งห้องจึงเอาจุดแข็งจุดนี้มาใช้อย่างเต็มที่
ห้องที่หันหน้าสู่ทะเลทุกห้อง จะมีช่องประตูหรือหน้าต่างขนาดใหญ่
เพื่อให้ชมวิวได้อย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่ในห้องน้ำ
กระทำภารกิจอะไรก็ชมวิวได้ทุกมุม



















