เทคนิคบ้านประหยัดพลังงาน ( ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการนโยบาลพลังงานแห่งชาติ )
1. หันบ้านให้ถูกทาง
![]() |
3 คำจำให้แม่น “อยู่เย็นเป็นสุข“ “ร่มรื่น ร่มเย็น“ “โล่ง โปร่ง สบาย” สภาพแวดล้อมรอบๆบ้านมีส่วนช่วยทำให้บ้านเย็นสบาย เช่น มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงา มีแหล่งน้ำที่ให้ความเย็น ไม่มีอาคารกีดขวางทางลม ฯลฯ การวางตำแหน่งบ้านที่ดีจะทำให้ภายในบ้าน ได้รับประโยชน์จากธรรมชาติมากที่สุด ดวงอาทิตย์อ้อมใต้ ความร้อนที่เกิดในบ้านส่วนใหญ่มาจากดวงอาทิตย์ ซึ่งดวงอาทิตย์จะขึ้น ทางทิศตะวันออกแล้วเคลื่อนตัว อ้อมไปทางทิศใต้จนไป ตกทางด้านทิศตะวันตก ดังนั้นการวางตำแหน่งของบ้าน อาจใช้หลัก “เปิดรับแสงด้านเหนือ” และ “กันแดดด้านตะวันตกและใต้” เท่านี้ก ็พอจะสู้รบกับความร้อนได้อย่างดี และประหยัดพลังงานทีเดียว ลมเหนือและลมใต้ ลมที่พัดผ่านประเทศเรามี 2 ชนิดคือ ลมมรสุมฤดูร้อน ที่พัดมาจากทางทิศใต้ และทิศตะวันตกเฉียงใต้ และลมมรสุมฤดูหนาว ที่พัดมาจากทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นการจัดวางบ้าน ควรจะจัดให้มีช่องเปิดที่ด้านทิศเหนือ และทิศใต้ ทั้ง 2 ด้าน |
2. กางร่มให้บ้าน
|
ต้นไม้สุดยอดร่มเงา ติดกันสาดให้บ้าน |
|
ั3. อย่าใส่แหล่งความร้อน
![]() |
การที่ลานรอบบ้านเป็นลานคอนกรีตนั้น จะเป็นตัวดูดความร้อนโดยเฉาะที่อยูด้านทิศใต้ หรือทิศตะวันตก เมื่อมีลมพัดมาก็จะนำความร้อนและฝุ่นจากพื้นคอนกรีตนี้มาด้วย ปูฉนวนให้พื้นดิน การปลูกหญ้าหรือไม้คลุมดินรอบๆบ้าน นอกจากเป็น “การปูฉนวนกันความร้อน” ให้กับพื้นดิน ยังเสมือน “ ตัวป้องกันฝุ่น” และยังให้ความร่มรื่นสบายตา ลดการสะท้อนของแสงอีกด้วย |
4. ยอมให้ลมพัดผ่าน
|
ทุกครั้งที่มีลมพัดผ่านตัวเรา เราจะรู้สึกเย็นสบาย ถ้าบ้านเรามีลม (เย็น) พัดผ่านเข้าบ้าน บ้านเราอาจไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือเปิดก็เพียงเล็กน้อย ดังนั้นการวางบ้านหรือช่องหน้าต่างที่เหมาะสมกับทิศ บ้านก็มีโอกาสที่จะรับลมได้ |
|
5. เปิดบ้านรับแสงธรรมชาติที่ดี
![]() |
การที่แต่ละห้องมีช่องแสงหรือหน้าต่างให้แสงธรรมชาติส่องสว่างเข้ามาในห้องได้นั้น ประโยชน์ที่เห็นชัดที่สุดคือ ไม่เสียสตางค์ค่าไฟฟ้าเพื่อที่จะเปิดโคมไฟ ในเวลากลางวัน การรับแสงธรรมชาติเข้าบ้านที่ดีนั้นควรอยู่ในทิศทางที่ไม่มีแสงแดดเข้ามา การที่มีช่องแสงหรือหน้าต่างทางทิศเหนือนั้น จะรับแสงสว่างจากธรรมชาติได้ดีที่สุด หรือทางทิศตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือที่ช่วงบ่ายจะไม่โดนแดด ก็จัดว่าได้รับแสงธรรมชาติที่ดีเช่นกัน |
6. ปรับที่ และปรับตัว
|
เชื่อว่าที่บ้านของทุกคนนั้นจะมีบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ไม่ว่าในหรือนอกบ้านที่ค่อนข้างจะเย็นสบาย ที่สุดในแต่ละเวลา เช่น มีร่มเงาลมพัดผ่านอยู่เสมอ เมื่อรู้แล้วว่าเป็นบริเวณใด ลองปรับการใช้สอยของตัวเรา เช่น จัดบริเวณนั้นให้เป็นที่ตั้งโต๊ะเก้าอี้สำหรับนั่งเล่น พักผ่อน เท่านี้ก็เป็นการ “เคลื่อนตัวเราหาลมและแสงธรรมชาติ” อย่างง่าย
ปรับตัว โดยให้เสื้อผ้าลดค่าไฟ | |||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
7. ติดตั้งฉนวนป้องกันความร้อน
| ฉนวนกันความร้อน คือ ? วัสดุอะไรก็ตามที่สามารถกั้นไม่ให้ความร้อนถ่ายเท หรือส่งผ่านจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือด้านหนึ่งไปยังอีกด้านหนึ่ง นั่นเอง ยิ่งทำให้ความร้อนผ่านได้อยากเท่าไหร่ ก็ยิ่งถือว่าเป็นฉนวนป้องกันความร้อน ที่ดีมากเท่านั้น ติดตั้งฉนวนตรงไหนของบ้าน ถึงจะประหยัดพลังงาน และอยู่สบาย ? ในแต่ละบ้านจะมีการปรับอากาศเพียงบางห้อง บางเวลา ซึ่งจะพอมีข้อแนะนำตามกำลังงบประมาณได้ดังนี้ | |
![]() |
สำหรับห้องหรือบ้านที่ไม่มีการปรับอากาศ (บ้านไม่ติดแอร์) |
|
ติดตั้งฉนวนใต้หลังคาหรือฝ้าเพดานได้อย่างไร ?
สำหรับฝ้าเพดานแบบ ที-บาร์ ลักษณะเป็นตารางสามารถยกเปิดแผ่นฝ้าได้ กรณีนี้เจ้าของสามารถทำได้เอง โดยการยกเปิดแผ่นฝ้า แล้วใช้ฉนวนแบบแผ่น หรือแบบม้วน ปูทับไปบนโครงตาราง แล้วปิดแผ่นฝ้าตามเดิม เป็นอันเรียบร้อย การปูก็พยายามให้ชิดกัน ฝ้าเพดานแบบแผ่นเรียบไม่เห็นรอยต่อระหว่างแผ่น เป็นแบบติดตายไม่สามารถยกเปิดได้ การติดตั้งฉนวนกับฝ้าแบบนี้ด้วยตัวเอง จะยุ่งยากพอควร ทางที่ดีควรหาช่างมาติดตั้งให้ การเลือกใช้ฉนวนก็ใช้ได้ทั้งแบบแผ่นและแบบม้วน | |
8. เรื่องน่ารู้ก่อนใช้ไฟฟ้า
|
วัตต์ (WATT) ที่เขียนอยู่บนเครื่องใช้ไฟฟ้านั้นบอกอะไร ? หน่วยของไฟฟ้า 1,000 วัตต์ จะเรียกว่า 1 กิโลวัตต์ หรือ 1 หน่วยที่การไฟฟ้าเขียนไว้ในบิลค่าไฟฟ้า ว่าบ้านเราใช้ไฟฟ้าไปกี่หน่วยในแต่ละเดือน ส่วนที่มักทำให้เราเสียค่าไฟมากก็คือเครื่องปรับอากาศ เพราะเครื่องปรับอากาศขนาด 1 ตัน กินไฟฟ้าประมาณ 1,300 วัตต์ ขณะที่พัดลมกินไฟฟ้าเพียง 60-80 วัตต์เท่านั้น บำรุงรักษา คือหัวใจของการใช้อุปกรณ์ ไม่ว่าจะเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ดีเพียงใด หากไม่มีการบำรุงรักษา เช่น ไม่ยอมถอดแผ่นกรองของเครื่องปรับอากาศมาล้าง หรือวางตู้เย็นชิดผนัง ฯลฯ ต่างๆเหล่านี้อาจทำให้อุปกรณ์เหล่านั้นจากเบอร์ 5 กลายเป็นเบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 ได้ทันที |
9. กลยุทธ์การลดค่าไฟ
|
นอกจากเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ทั้งหลาย ถอดปลั๊ก ปิดสวิทซ์ เมื่อไม่ใช้งาน รวมถึงการดูแลรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดีแล้วยังมีข้อแนะนำอีกดังนี้ เอาของร้อนและชื้นออกไปจากห้องแอร์ เครื่องปรับอากาศนั้นมีหน้าที่ในการทำความเย็น หรือ “เอาความร้อนจากในห้องออกไปทิ้งนอกห้อง” แต่สำหรับเมืองไทยแล้ว พลังงานที่ใช้ในการทำความเย็นนั้น เพียงแค่ 30 % ส่วนที่เหลืออีก 70 % นั้นหมดไปกับ ”การทำให้อากาศในห้องแห้ง” ดังนั้นอย่าเอาของร้อน หรือที่มีความชื้นเข้าไปในห้อง เช่น กาต้มน้ำร้อน กระถางต้นไม้ |
![]() |
|
เปิดพัดลมช่วยกันดีกว่า การที่ห้องปรับอากาศมีขนาดใหญ่ ลมจากเครื่องปรับอากาศอาจกระจายไม่ทั่งถึง การเปิดพัดลมตั้งพื้นช่วยกระจายความเย็น ให้ทั่วห้องจะประหยัดค่าไฟมากกว่า การลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศลง ทำกิจกรรมในบ้านให้พร้อมกัน เช่นการกินอาหารในแต่ละมื้อ ก็จะช่วยลดค่าไฟของไมโครเวฟ ค่าก๊าซหุงต้มจากการอุ่นอาหาร | |




















