อุบัติเหตุเมื่อ 14 ปีที่แล้วเปลี่ยนชีวิตของคุณชาญณงค์ พวงรางสาดหนุ่มบ้านคลองบางบัวทองแบบชนิดพลิกหน้ามือ จากที่เคยเป็นหลักในครอบครัว ต้องกลับกลายมาเป็นคนป่วยที่ไม่สามารถเดินเหินไปไหนได้ แต่ด้วยความเข้มแข็ง เขาคิดว่าน่าจะหาอะไรมาทำ...อย่างน้อยก็จะทำให้ชีวิตของเขายังคงคุณค่า

เยื่อใบยางพาราที่บางเบากลายเป็นสิ่งที่เพิ่มคุณค่าให้กับทั้งแก้วและทั้งคน มันกลายเป็นสิ่งที่เพิ่มสีสันให้กับแก้ว ขณะเดียวกันมันก็เป็นกิจกรรมที่ทำให้คนป่วยได้มี “อะไร” ทำด้วย โดยนำเอาเยื่อใบยางพารามาสร้างลวดลายให้กับแก้ว แล้วเพนท์สีลงไป ศิลปะแบบนี้เรียกว่า “ศิลปะใบบาง” นั่นเอง




“แรงกระแทกของรถทำให้กระดูกสันหลังหัก เคลื่อนไหวตัวเองไม่ได้ตั้งแต่นาทีนั้นเลย ต้องเข้าผ่าตัดถึง 2 ครั้ง ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ท้อแท้พอสมควร ทำให้เริ่มรู้ว่าถ้าอยู่อย่างนี้จะคิดมาก เลยหาอะไรมาทำเล็ก ๆ น้อย ๆ งานแรกที่ทำคืองานริบบิ้น ทำได้สัก 2 ปีก็หาอะไรใหม่ ๆ ทำ” คุณชาญณรงค์ย้อนความหลังให้ฟัง

“อะไรใหม่ ๆ” ที่ได้ทำนั้นก็คือ “ศิลปะใบบาง” ซึ่งทำมาจนถึงทุกวันนี้นั่นเอง แต่ทั้งนี้ก็ต้องขอบคุณบัณฑิตย์อาสาอย่างคุณธนสรวง สว่างวงศ์ด้วย เพราะเขาคนนี้นี่แหละที่เข้ามาสำรวจว่ามีช่องทางอะไรบ้างที่ราชการจะช่วยเหลือผู้พิการได้ จนเห็นศิลปะแบบนี้จึงคิดว่าน่าจะเอามาให้คุณชาญณรงค์ทำ

คุณธนสรวงดูการสาธิตศิลปะแบบนี้มาจากอาจารย์นิตยาแห่งศูนย์บ้านเลขที่ 5 อาศัยดูเวลาที่อาจารย์ออกทีวีบ้าง เวลาที่อาจารย์ออกบูธโชว์บ้าง ดูจนรู้สึกว่าไม่น่าจะยากเลยหาซื้อหนังสือและอุปกรณ์มาให้หนุ่มคลองบางบัวทองผู้โชคร้ายคนนี้ได้ฝึกฝน



ถึงแม้จะไม่เคยหยิบจังหรือทำงานศิลปะแบบจริงจังมาก่อน นอกจากในวิชาเรียน แต่พอต้องมาทำงานเกี่ยวกับศิลปะ ต้องขีด ๆ เขียน ๆ ต้องระบายสี คนที่จบวิชาช่างสำรวจมาอย่างคุณชาญณรงค์ก็สามารถเค้นเอาความสามารถออกมาทำได้ในระดับที่เรียกว่า “ดี” ทีเดียว

“เรื่องวาดรูป ตอนเรียนก็มีบ้าง แต่ก็แค่ชอบสีสัน แล้วก็มีจินตนาการเท่านั้น ไม่ได้เก่งเพราะเราไม่ได้มุ่งไปทางนั้น แต่พอต้องหันเหมาทางนี้ เราก็ไปดึงตรงนั้นมาใช้ ค่อย ๆ ฝึกไป หลาย ๆ คนเป็นแบบนี้นะ บางทีเขียนรูปไม่เป็น แต่สามารถทำงานศิลปะออกมาได้ดี อยู่ที่ความพยายามครับ” คุณชาญณรงค์บอก

พื้นฐานของศิลปะใบบางก็คือการเพนท์แก้ว งานที่คุณชาญณรงค์ใช้ฝึกฝนฝีมือก็คือการเพนท์ลงบนแก้วที่มีลวดลายมาให้อยู่แล้ว ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเรียนรู้เทคนิคการลงสีให้ชำนาญ ก่อนที่จะพัฒนามาสร้างลวดลายเองและก็กลายเป็นการติดเยื่อใบลงไปในแก้วนั่นเอง



การเพนท์แก้วนั้นจะเริ่มจากการใช้สีเดินเส้นมาสร้างลวดลาย ก่อนที่จะใช้สีโปร่งแสงเพนท์ลงไปตามเส้นสายที่ได้วาดไว้ ส่วนการติดเยื่อใบนั้น จะใช้เยื่อใบสร้างลวดลายให้กับแก้ว ก่อนที่จะลงสีให้สวยงาม ความแตกต่างตรงนี้นอกจากเทคนิคการสร้างลวดลายแล้วยังมีเทคนิคการลงสีด้วย

“การลงสีของงานติดเยื่อใบนี้ เราจะใช้พู่กันเบอร์ใหญ่ ๆ ปัดสีลงบนตำแหน่งที่ต้องการครับ ที่ต้องใช้วิธีปัดเพราะว่ามันจะได้เกิดมิติ มีความหนัก-เบาของสีไม่เท่ากัน และไม่หนาเป็นปื้นจนลบประกายเงา ๆ ของกาวที่เราใช้ติดเยื่อใบ ส่วนการเพนท์แก้วนี่ก็คือการระบายสีลงไปเลย” คุณชาญณรงค์อธิบายพร้มกับสาธิตให้ดู

วัตถุดิบของงาน “ศิลปะใบบาง” นั้น ไม่มีอะไรมากมาย เลือกหาแก้วที่ต้องการนำมาสร้างงาน จะเป็นแก้วไวน์ เหยือกน้ำ หรือชุดถ้วยกาแฟก็ได้ทั้งนั้น แล้วก็มีเยื่อใบยางพาราที่ทำสำเร็จรูปมาแล้ว, กาวสายรุ้งซึ่งเป็นกาวเฉพาะเพราะจะมีประกายเงา ๆ อยู่ในเนื้อกาวด้วยและสีโปร่งแสงสำเร็จเพนท์


เมื่อได้อุปกรณ์แล้ว คุณชาญณรงค์บอกว่าเริ่มต้นด้วยการออกแบบลงบนแก้ว ดีไซน์ว่าจะติดเยื่อใบตรงไหน กี่ใบ จะซ้อนกันกี่ชั้นโดยอาจจะใช้ปากกาเมจิคช่วยมาร์คตำแหน่งไว้ จากนั้นก็ติดกลีบลงไปจนครบตามที่วางเอาไว้ รอจนแห้งก็สามารถลงสีได้ ปิดท้ายด้วยการเดินเส้นให้ลวดลายเด่นชัดขึ้น

สิ่งสำคัญสำหรับการทำงานแบบนี้ คุณชาญณรงค์บอกว่าต้องใช้เวลากับมันเยอะ ต้องทำช้า ๆ ค่อย ๆ ทำไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดอุปสรรคก็คือไม่สามารถทำงานปริมาณมาก ๆ ออกมาในระยะเวลากระชั้นชิดได้ แต่เท่าที่เห็นงานแต่ละชิ้นที่ออกมาก็ดูสวยงาม คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปทีเดียว

“สิ่งที่ได้คือรู้สึกเรามีคุณค่ามากขึ้น จากที่ไม่น่าจะทำอะไรได้ ก็กลับมามีอาชีพ มันสร้างความสุขให้ มีอะไรที่สร้างสรรค์ทำ” คุณชาญณรงค์ปิดท้าย...ซึ่งนี่แหละสิ่งที่แฝงมากับงาน อย่างน้อยถ้านำแก้วเหล่านี้มาประดับบ้าน นอกจากจะสวยงามแล้วยังมีกำลังใจที่เข้มแข็งฝากมาด้วย