เมื่อใดก็ตามที่เข้าสู่ฤดูร้อน    ผมมักจะนึกถึงบ้านตามภูเขา ชายทะเล  ที่หลายท่านมักชอบหนีร้อนไปพักผ่อนเย็น (หรือบางทีก็อาจหนีเสือปะจระเข้)   จนกลายเป็นกิจกรรมประจำวัฒนธรรมสากลของคนทั่วโลก   จะต่างกันก็ตรงที่ภูมิอากาศแต่ละประเทศว่าจะสาหัสขนาดไหนในช่วงของสภาวะโลกร้อนขณะนี้   ส่วนท่านที่ไม่มีบ้านพักตากอากาศหรือปราศจากวันพักร้อน   จำเป็นต้องอยู่ในเมืองที่ตลบอบอวลไปด้วยฝุ่น  หมอกควัน    อากาศที่ร้อนอบอ้าวเต็มไปด้วยมลพิษ  กับเศรษฐกิจที่ถดถอย  ต่างรอความสงบเรียบร้อย สมานฉันท์และพัฒนาประเทศให้รุดหน้าต่อไป   ที่ไม่รู้ว่าจะกลับมาหรือไม่ในอนาคต    นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจคาดหวัง         ในอนาคตเชื่อว่าคงจะต้องมีการพักหนีมลภาวะทางเศรษฐกิจ  สังคมและการเมือง  แทนการพักร้อน เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษต่อสุขภาพใจและกาย เช่นใครหลายคน

 

ประเทศไทยที่ตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น  แสงแดดจัด และฝนตกชุก   ทำให้มีปัญหาเรื่องความชื้นสัมพัทธ์ที่เหนียวเหนอะหนะ   ไม่เหมือนกับอากาศร้อนในยุโรปหรืออเมริกา   ที่ถึงแม้ว่าจะร้อนจัดแต่ค่อนข้างสบายตัว     ไม่ต้องอาบน้ำบ่อยๆแต่ละวัน     การสร้างทัศนคติที่ดีต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ไม่ว่าจะโหดร้ายปานใด    นับเป็นสิ่งที่ช่วยเติมอากาศให้สะอาดขึ้นได้(ในใจ )โดยไม่จำเป็นต้องใช้ผ้ากรองฝุ่นปิดบังจมูกแต่อย่างใด    และเมื่อไรก็ตามที่ฤดูร้อนผ่านไป   ฝนก็จะโปรยปรายชำระล้างมลภาวะ ของเสียที่ลอยอยู่ในอากาศตกลงสู่พื้นดิน  ความสดชื่นหลังฝนก็จะช่วยชโลมสิ่งสกปรกต่างๆออกไป     ทำให้สภาพอากาศและที่อยู่อาศัยเข้าสู่สภาวะเย็นสบาย   จนบางครั้งไม่สามารถรับมือกับสถานการณ์พายุหน้าฝนได้ทันท่วงที  เช่น  หน้าต่าง  หลังคารั่ว    น้ำซึมเข้าผนัง  และฝ้าเพดาน    โดยคลำหาต้นตอไม่พบ  กลายเป็นความชื้นที่สะสมอยู่ในบ้านจนกลายเป็นอันตรายได้เช่นกัน    สามารถกัดกร่อนกินบ้านให้ผุพังได้ ในแบบซึมลึก   โดยเฉพาะบ้านที่มีไม้ เป็นองค์ประกอบ เช่น  วงกบ ประตู หน้าต่าง เป็นต้น

 

ความชื้นที่เกิดขึ้นในภายใน   กรณีที่บ้านใครตั้งอยู่ในที่ชื้นแฉะอยู่เป็นประจำ  เช่นในพื้นที่ต่ำ มีน้ำจากใต้ดินขึ้นสูง  ทั้งที่มาจากน้ำฝน หรือน้ำท่วมขัง   กักอยู่ในตัวอาคาร   เป็นเหตุให้เกิดเชื้อรา  จนหลายๆคนเปรียบเปรยว่า บ้านเป็นหวัด   ควรต่อท่ออากาศหรือรางระบายน้ำออกจากใต้ถุน   เพื่อให้พื้นดินได้ระบายความชื้นออกไปบ้าง   ป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับวัสดุชั้นล่างที่ไม่ทนน้ำ  รอยด่างจากการซึม  รวมถึงสีผนังทั้งภายนอกภายในที่อาจถึงขั้นร่อนออกเป็นชิ้นๆได้         บริเวณใต้ชายคาที่ยื่นออกมาก็ควรได้รับการระบายอากาศ ทั้งจากความร้อนและชื้นเช่นกัน     สำหรับความชื้นที่มาจากภายนอก   คงหลีกไม่พ้นพายุฝนที่ซัดสาดลงมา มีผลกระทบต่อบ้านในอนาคต  เช่น ผนัง หลังคาที่เกิดรอยร้าวน้ำซึมเข้าตามจุดต่างๆ   ตามรอยต่อแนวคานกับผนัง  แผ่นกระเบื้องหลังที่ซ้อนกันไม่สนิท อาจทำให้น้ำเข้าสู่ในฝ้าเพดานได้     ส่วนในกรณีที่บ้านปลูกใหม่ มักจะยกพื้นชั้นล่างให้สูงกว่าระดับพื้นดินประมาณ 30-50 เซนติเมตร หรือราว90 เซนติเมตร เพื่อมุดเข้าใต้ถุนไว้เผื่อ   มีการเจาะช่องเหนือหรือใต้ท้องคานคอดิน  เพื่อให้อากาศด้านล่างถ่ายเท ความชื้นออกไปจากตัวบ้านได้ในกรณีฉุกเฉิน  นอกจากนี้นิยมใช้แผ่นพลาสติกหรือยางกันซึมปูไว้ด้านล่างก่อนเทคอนกรีต  เป็นอีกวิธีการหนึ่งที่สามารถป้องกันความชื้นจากใต้ดินได้  แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมว่าใต้ถุนเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหนู แมลงสาบ และสัตว์ประเภทเลื้อยคลานได้อย่างดีเช่นกัน  จึงจำเป็นต้องระวังเป็นอย่างยิ่ง 

            ส่วนบ้านที่ผ่านร้อน  ฝน  หนาวมายาวนานพอสมควร     ไม่มีปัญหาร้าว  ร้อน รั่ว  ซึม  แต่ต้องการปรับปรุงภายในไม่ให้น่าเบื่อ   เพื่อต้อนรับรัฐธรรมนูญใหม่ที่ใกล้จะคลอดแล้วละก็   ผมมีเทรนด์การแต่งบ้านปี 2007 มาฝาก  เผื่อใครอยากนำไปใช้ ในยามเหงา   อ้างว้าง   เปล่าเปลี่ยว    และหดหู่    อยู่กับสถานการณ์ปัจจุบันและด้วยประการทั้งปวงครับ

           แนวโน้มการแต่งบ้านที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้    มีวัสดุเก่าที่อยู่รอบตัวเรากลับมารับบทเป็นพระเอก  สะท้อนจิตวิญญาณของสังคมที่เคยอบอุ่นเป็นกันเอง    ในขณะที่ปัจจุบันใครต่อใครต่างพากันหลงใหลได้ปลื้มกับวัสดุสังเคราะห์ใหม่ๆที่ถูกคิดค้นขึ้นใช้กับข้าวของในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเป็นลามิเนต  ยางสังเคราะห์  โพลีเมอร์   ฯลฯ   เช่น โทรศัพท์มือถือ  กระเป๋า รองเท้า เก้าอี้  ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆนานา และสิ่งของประดับประดา  ดังประการฉะนี้

 

มู้ดจากไม้  (Mood from Wood)
ไม้ยังคงมีเสน่ห์ในแบบตะวันออก   โดยเฉพาะไม้สักที่มีลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสวยงาม ให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบธรรมชาติ    ลักษณะเส้นสายของลายไม้ที่ลอกเลียนแบบได้ยาก  มีกลิ่นหอมทนนานโดยเฉพาะยิ่งเก่ายิ่งหอม สามารถแปรรูปได้ง่าย เช่น กลึง แกะสลัก ฝังวัสดุลงในเนื้อไม้  ฯลฯ     ขณะที่หวาย พืชพื้นถิ่นอีกชนิดหนึ่งของไทยที่คุ้นเคยมาโดยตลอด  ก็ได้กลับมามีบทบาทด้วยรูปแบบที่เรียบง่าย  มีลูกเล่นวิธีการนำมาใช้แบบพลิกแพลงไอเดียเล็กๆน้อยๆ  แตกต่างจากเทคนิคการสานลายแบบเดิมๆ    โดยยังคงสีธรรมชาติแบบเอิร์ธโทน เขียวขี้ม้า  กากี   น้ำตาลอ่อน ไว้

อ่อนนุ่มจากสิ่งทอ (Soft  of  Textile)
ความนุ่มสบายในผิวสัมผัสของวัสดุและเนื้อผ้า    ผสมผสานกับความเก๋ไก๋ในลวดลายแบบประเพณี ที่แฝงอยู่ใน ผ้าไทย  ทั้งผ้าฝ้ายสลับลายสลับสี และผ้าไหมมัดหมี่ ที่มีความอ่อนนุ่มเมื่อได้สัมผัส    มีความพิถีพิถันในการสร้างสรรค์เพื่อความวิจิตรงดงาม  เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ และภูมิประเทศ   ด้วยลวดลายที่แตกต่างกันบนผืนผ้แต่ละท้องถิ่น    บ่งบอกถึงภูมิปัญญาไทยที่มีมาแต่โบราณและมีการพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นสากลนิยมในปัจจุบัน โดยสามารถนำมาใช้ประดับตกแต่งบ้านได้อย่างอินเทรนด์เช่นกัน  ไม่ว่าจะเป็นปลอกหมอน ผ้าม่าน ฯ

แวววาวจากโลหะ (Bright  from Metal)
ความมันวาวจากเส้นสายของโลหะ   ที่กลับมาเป็นทางเลือกใหม่ในความหลากหลายมากขึ้น   ด้วยรูปทรง  โครงสร้างที่แข็งกระด้างตรงไปตรงมา  แต่แฝงด้วยศิลปะของจังหวะและ ช่องว่าง  ทั้งจากในงานสถาปัตยกรรมและผลิตภัณฑ์   ถูกนำมาสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดความงามที่มีการหักเหของแสงเงา (shad and shadow) ที่สะท้อนกันไปมา   ถูกถ่ายทอดเป็นคู่สีสลับ เข้มทึบและสว่าง ทั้งในแบบเต็มผนังและการตัดเส้นเน้นขอบ  เช่น ลายบอร์เดอร์ ตามจุดต่างๆที่นิยมกันในขณะนี้  เป็นต้น

ลื่นไหลในพลาสสิก (Fluid  in Plastic)
Acrylic ที่เริ่มต้นยุค 60s-70s กลับมานิยมใหม่ในปี 2007 โดยมีสีที่เป็นเอกลักษณ์ได้แก่  เหลืองมะนาว เขียวตอง   ส้มอิฐ   เป็นต้น   กอปรกับ เสน่ห์ของเฟอร์นิเจอร์โบราณในยุคนั้นที่นำมาปรับปรุง ทาสี  ตกแต่งบ้านให้ดูดีขึ้น ในแบบสไตล์มิกซ์แอนด์แมทซ์   ที่คละเคล้าระหว่างความทันสมัยกับงานฝีมือ  วัสดุ และเทคโนโลยีย้อนยุคในการผลิตที่มีเอกลักษณ์     ตัวอย่างของสไตล์ที่ยังโดดเด่นเช่น  งานป็อปอาร์ต   ที่มีสีสันสวยงามทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

 

 

Graphic from Ornament

ผ้าพิมพ์ลายกลายเป็นแฟชั่นที่ถูกนามาพลิกแพลงใช้กับงาน Print ,  Ink jet ทดแทนลายวอลล์เปเปอร์ในอดีต  สามารถออกแบบลวดลายได้เองและไม่ซ้ำกัน  ไม่ต้องกังวลถึงปริมาณการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องมีจำนวนมาก    ขณะเดียวกันสร้างจุดเด่นให้กับผนัง  โดยไม่ต้อง แขวนภาพประดับตกแต่งใดๆเหมือนแต่ก่อน       ปรับเปลี่ยนง่ายในหลากหลายอารมณ์      โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในห้องนอนที่ ไล้ด้วยแสงไฟในยามค่ำคืนแล้วละก็  ออกแนวหวานโรแมนติก  ตลบอบอวลบรรยากาศได้ทั่วตลอดทั้งห้องได้ไม่น้อยกว่าน้ำหอมปรับอากาศ   

 

ครับ…..กลิ่นอายของความสุขอดีตยังคงติดตรึงอยู่ในความทรงจำ   ราวกับถ่านไฟเก่าที่คลุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง   พร้อมๆกับการแปลงโฉมใหม่ให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างกลมกลืน  เพื่อต้อนรับหน้าฝนที่กำลังโปรยหล่นลงมาดับความเร่าร้อนและมลภาวะที่สะสมมาเป็นเวลายาวนาน       ก่อนที่เมืองไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีแต่ฤดูร้อน ทั้งอากาศ สภาวะมลพิษทั้ง เศรษฐกิจ  สังคม  และการเมือง อยู่เพียงฤดูเดียว