หลังจากสอบถามหน้าที่การงานกันพอหอมปากหอมคอแล้ว คุณตุ้มก็เริ่มเล่าเรื่องราวของบ้านหลังนี้ให้เราฟังว่า ภายในรั้วเดียวกันนี้มีบ้านทั้งหมดสี่หลัง ตอนแรกมีบ้านคุณแม่หลังเดียว ลูกทุกคนก็จะอยู่ด้วยกันหมด ต่อมาเมื่อลูกๆเริ่มโตขึ้น ก็เริ่มแยกตัวออกมาสร้างบ้านของแต่ละคน ทั้งบ้านพี่สาว บ้านพี่ชาย และล่าสุดคือบ้านหลังนี้
“หลังจากเรียนจบจากประเทศฝรั่งเศส และกลับมาทำงานในวงการศิลปะซึ่งเป็นงานอิสระ ส่วนมากต้องทำงานอยู่บ้าน ก่อนที่จะมีบ้านหลังนี้ต้องใช้รถคันใหญ่ๆไว้เป็นเหมือนออฟฟิศเคลื่อนที่ จนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วต้องการพื้นที่สำหรับทำงาน จึงขออนุญาตคุณแม่สร้างบ้านหลังนี้เมื่อประมาณสามปีที่แล้ว” พอเริ่มคิดจะสร้างบ้านคุณตุ้มได้ปรึกษากับเพื่อน คือ ดร.ดาวิษี บุญธรรม ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงเรื่องการวางตำแหน่งห้องต่างๆให้อยู่ในทิศทางรับลม เพราะคุณตุ้มชอบบ้านที่เปิดโล่ง จากนั้นจึงร่างแบบให้ช่างดู พอดีช่วงนั้นมีช่างเข้ามาทำบ้านพี่สาวกับบ้านพี่ชาย การพูดคุยรายละเอียดต่างๆจึงค่อนข้างสะดวก
“ตอนก่อสร้างสนุกมาก เพราะช่างอยู่หน้าบ้านเราอยู่แล้ว และเราก็ไม่รีบร้อน ทำไปปรับแบบเล็กๆน้อยๆไปเรื่อย บางขั้นตอนเราก็ลงมือทำเองด้วย อย่างกระเบื้องโมเสกในห้องน้ำที่ดูบิดๆเบี้ยวๆก็ฝีมือเราเอง พอดีช่างเป็นชาวสุโขทัย ซึ่งชำนาญการสร้างบ้านไม้อยู่แล้ว ทุกอย่างจึงยิ่งง่ายเข้าไปอีก อย่างไม้เก่าพวกนี้ช่างก็หาให้ ส่วนฝ้าเพดานเราอยากได้ที่สานจากตอก จะไปหาซื้อที่สวนจตุจักร ช่างก็บอกไม่ต้องซื้อ เพราะพ่อแม่เขาสามารถทำได้ ก็เลยช่วยสานมาให้ได้ขนาดพอดี”
เรานั่งฟังคุณตุ้มเล่าที่มาของบ้านอย่างเพลิดเพลิน จนมองเห็นภาพขั้นตอนการก่อสร้างบ้านแสนสนุกหลังนี้ขึ้นมารางๆ จากนั้นจึงขออนุญาตเข้าไปสำรวจภายในบ้าน เพื่อไปดูกระเบื้องโมเสกชิ้นที่บิดๆเบี้ยวๆให้เห็นกับตา ภายในบ้านตกแต่งโดยผสมผสานสไตล์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน จากห้องโล่งๆห้องแรกที่รวมพื้นที่ส่วนทำงาน มุมนอน และมุมนั่งเล่นเข้าด้วยกัน ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าและผ้าพลิ้วๆลายสวยหลากสี เชื่อมต่อไปยังพื้นที่ด้านนอกซึ่งเป็นห้องน้ำแบบเปิดโล่ง ผนังปูนสีเหลืองสดสลับกับสีฟ้าแบบน้ำทะเลแถบอันดามัน และที่ขาดไม่ได้คือกระเบื้องโมเสกชิ้นเล็กๆที่วางสลับสีเรียงตัวกันอย่างบิดๆเบี้ยวๆอยู่เหนืออ่างอาบน้ำอย่างที่เจ้าของบ้านว่า
“ตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะทำบ้านเพื่อใช้เป็นที่ทำงานอย่างเดียว แต่เพราะความเคยชินในช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศ ซึ่งมักจะทำทุกอย่างอยู่ในห้องเล็กๆห้องเดียวได้อย่างสบายๆ พอมาทำบ้านจึงเพิ่มมุมนอน มุมนั่งเล่น ห้องน้ำ และห้องครัวด้วย จนมีครบทุกอย่างอยู่ในนี้ ทุกอย่างในบ้านจะคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ดูว่าเราต้องการใช้อะไรบ้างก็ทำไปตามนั้น ในบ้านจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์แบบสูงเลย นอกจากโต๊ะทำงาน เพราะปกติเราชอบนั่งเล่นกับพื้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่หน้าต่างจะอยู่ติดพื้น”
หลังจากเข้าไปในบ้านได้เพียงไม่นาน ผมเริ่มรับรู้ได้ถึงรสชาติที่เข้มข้นภายในบ้านหลังนี้ เพราะปกติแล้วเรามักพบบ้านหลังใหญ่ที่พยายามตกแต่งของให้น้อยๆแบบมินิมัล เพื่อให้บ้านดูโล่งมากขึ้น แต่บ้านเล็กหลังนี้กลับผสมผสานสีสันและความชอบทั้งหมดของเจ้าของไว้ได้ชนิด "อยู่มือ" ไม่รู้สึกถึงความขัดแย้งหรืออึดอัดเลยสักนิด คาดว่าคงเป็นเพราะส่วนผสมดังกล่าวได้รวบรวมผ่านตัวของคุณตุ้ม ก่อนที่จะถ่ายทอดออกมาอย่างกลมกล่อมสู่บ้านของเธอ
“เรื่องสไตล์การตกแต่งเรียกว่าเป็น มิกซ์แอนด์แมทช์แบบตามใจฉันก็ได้ ก่อนหน้านี้เราก็ชอบเรื่องการตกแต่งบ้านอยู่แล้ว ชอบหาหนังสือแต่งบ้านมาดูอยู่ตลอด มันก็สะสมมาเรื่อยๆ พอมาสร้างบ้านของตัวเองก็ดึงเอาส่วนที่เราชอบออกมาใช้ เคยเห็นห้องน้ำแบบเมดิเตอร์เรเนียนแล้วชอบ เลยอยากให้มีในบ้านเราบ้าง หรืออย่างตอนเด็กๆเคยดูหนังอินเดีย ห้องนั่งเล่นต้องมีหมอนมีผ้าเยอะๆก็เอามาใช้กับบ้านตัวเอง”
“จริงๆแล้วตอนเด็กๆเคยคิดอยากเรียนด้านตกแต่งภายในด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้คิดว่าดีเสียอีกที่ไม่ได้เรียนทางนั้น เพราะทำให้เราไม่มีกรอบมาคอยกำหนดว่าแบบไหนได้แบบไหนไม่ได้ เราชอบแบบไหนก็ทำไปอย่างนั้นโดยไม่สนใจด้วยว่าใครจะว่าไม่ดีหรือผิดหลักเกณฑ์อะไร เพราะนี่คือบ้านของเรา”





















