บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ในย่านที่เรียกได้ว่าเป็นแหล่งปลูกพลูใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ แต่เมื่อความนิยมในการรับประทานหมากพลูเริ่มจางไป บรรยากาศความเป็นท้องร่องสวนจึงค่อย ๆเลือนหายไปในที่สุด หากแต่ยังมีร่องรอยเก่าๆในบริเวณนี้ที่หลงเหลือไว้เตือนความทรงจำอยู่ไม่น้อย ไม้ผลหลายต้นในบ้านยืนยันอายุของตนได้เป็นอย่างดี ลิ้นจี่ต้นใหญ่ยังออกลูกสะพรั่งเต็มต้น ส่วนชมพู่ม่าเหมี่ยวก็ขยันออกลูกเสมอ แถมด้วยขนุนที่ยังคงให้ผลใหญ่ไม่แพ้ไม้ผลต้นอื่น ๆ จนเราอดสงสัยไม่ได้ว่าในกรุงเทพฯปลูกลิ้นจี่ได้ด้วยหรือ แต่หากย้อนประวัติกันเข้าจริง ๆย่านฝั่งธนบุรีก็เป็นอีกแหล่งที่ผลิตผลไม้ได้มากมายหลายชนิดไม่แพ้ที่ไหน ๆ แถมยังอร่อยเสียด้วย
|
|
|
 |
|
จากถนนทางเข้าบ้าน เมื่อมองเข้าไปในสวนจะรู้สึกว่ามีต้นไม้แน่นทึบ ยามแดดอ่อน ๆตอนเช้าตกกระทบบนใบไม้นานาชนิดจะเกิดสีเขียวอ่อนแก่สลับกันไป ทำให้สวนดูมีมิติน่าสนใจ | |
|
|
|
 |
|
กลุ่มต้นไม้บริเวณหน้าบ้านใช้แว่นแก้วและดาดตะกั่วปลูกคลุมดิน เพิ่มสีสันมุมนี้ด้วยสีแดงของหมากผู้หมากเมีย และสีเหลืองทองของการะเกดหนูด่าง | |
|
|
|
 |
|
เนื่องจากมุมนี้ล้อมด้วยต้นลิ้นจี่และชมพู่ม่าเหมี่ยวจึงร่มครึ้มไม่สามารถปลูกหญ้าได้ เจ้าของเลยปรับเปลี่ยนเป็นลานอิฐมอญวงกลม นอกจากจะเชื่อมต่อพื้นที่ทางเดินกับเก้าอี้นั่งเล่นแล้วยังช่วยเพิ่มสีสันอื่น ๆให้กับสวนที่เขียวครึ้มแห่งนี้ | |
|
|
|
 |
|
ชิงช้าไม้ในสวน มุมโปรดของหลายคนในบ้าน รองรับด้วยพื้นหินทรายสลับกับกรวดอีกลูกเล่นบนพื้นสวน | |
|
|
|
 |
|
เมื่อมองผ่านประติมากรรมหินทรายรูปพระพิฆเนศซึ่งเป็นจุดหยุดสายตาในมุมสวนจะเห็นเส้นสีแดงของม่านบาหลีห้อยลงมาเป็นสาย เจ้าของบ้านปลูกให้เลื้อยขึ้นไปบนต้นลิ้นจี่ ทำให้รากห้อยปรกลงมา | |
|
|
|
 |
|
รอบทางเดินปลูกไม้คลุมดินตลอดแนว ซ้ายมือคือต้นแก้วที่เริ่มแตกใบน้อยลง เจ้าของบ้านจึงนำไม้แขวน เช่น เคราฤาษี มาเกาะ และปลูกม่านบาหลีให้เลื้อยขึ้นคลุมบดบังกิ่งแห้ง | |
|
|
|
 |
|
มุมนั่งเล่นหน้าบ้านเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศสวนธรรมชาติแห่งนี้ | |
|
|
|
 |
|
ไม้ใบในร่มหลายชนิดปลูกรอบโคนต้นไม้ มีทั้งเศรษฐีก้านทอง คล้าเสือโคร่ง ฟิโลเดนดรอน และสาวน้อยประแป้ง | |
|
|
|
 |
|
ท้องร่อง ไม้ผล คนรักสวน | |
คุณมหัณณพและคุณแม่ช่วยกันเล่าถึงความเป็นไปของที่ดินแถบนี้ให้เราฟังว่า "สมัยก่อนแถวนี้เป็นร่องสวนหมดเลย ปลูกต้นพลูกันเป็นแถว บ้านคุณป้าที่อยู่ติดกันยังมีบางส่วนของท้องร่องสวนหลงเหลือให้เห็นอยู่ พอความนิยมในการกินหมากเริ่มน้อยลงก็พลอยเลิกทำสวนไปด้วย จึงถมที่ตรงนี้ขึ้นมา ต้องถมอยู่หลายครั้งเหมือนกันเพราะดินท้องร่องสวนยุบตัวง่าย ใช้ทั้งทรายและดินหลายคันรถ ถมทิ้งไว้หลายปีจึงค่อยสร้างบ้านหลังนี้
"ส่วนไม้ผลที่มีอยู่ก็ปลูกมานานแล้ว โดยเฉพาะลิ้นจี่คงสัก 40-50 ปีได้ ต้นเลยใหญ่ร่มครึ้มอย่างที่เห็น แต่ปีนี้ลิ้นจี่ให้ผลสู้ปีที่แล้วไม่ได้ และออกผลค่อนข้างช้า พอเจออากาศร้อนผลเลยแตก แถมยังเจอฝนเข้าไปอีกก็ร่วงกันใหญ่ เท่าที่สังเกตดูปีเว้นปีผลจะใหญ่เล็กสลับกันไป แต่เราปลูกทานเองในบ้านจึงไม่ได้ดูแลต้นเต็มที่ นี่ก็ถือว่าออกเยอะนะยังมีเหลือแจกจ่ายให้เพื่อนบ้าน ซึ่งทุกคนชอบกันหมด" เจ้าของบ้านเล่าด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
สำหรับสวนเล็กๆแห่งนี้ใช้พื้นที่บริเวณหน้าบ้านทั้งสองฝั่งถนนทางเข้าบ้าน เน้นปลูกไม้ประดับใบเป็นกลุ่มโดยรอบโคนต้นไม้ ริมรั้ว และขอบแนวทางเดิน มีทั้งเฟิน พลูด่าง และเดหลี บนต้นไม้เกาะไม้แขวนรวมทั้งไม้อิงอาศัยผูกไว้ ส่วนใหญ่จะเป็นเฟินชนิดต่าง ๆ เคราฤษี เดป ทำให้สวนดูชอุ่มจากด้านล่างถึงด้านบน บางจุดเพิ่มความเพลิดเพลินด้วยน้ำไหลรินเบา ๆจากประติมากรรมในสวน และโอ่งน้ำผุดขนาดย่อมในบ่อที่เลี้ยงปลาหางนกยูง มีการวางแนวทางเดินโดยรอบสวนทำให้เข้าถึงทุกจุดได้ง่าย จัดมุมนั่งเล่นโดยใช้โต๊ะและเก้าอี้ไม้เก่า ทำให้ดูกลมกลืนกับสวนร่มรื่นอายุหลายปีแบบนี้
"ต้นไม้ส่วนใหญ่ผมซื้อจากร้านต้นไม้ทั่วไป บางทีก็ไปจตุจักรบ้าง ปลูกเองมาเรื่อย ๆ ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ผมจะเข้าสวนตั้งแต่เช้าถึงเที่ยงคอยดูแลต้นไม้ อย่างพลูด่างที่ปลูกอยู่เต็มพื้นสวนก็ใช้วิธีเด็ดเป็นท่อนมาจิ้มลงดินไปเรื่อย ๆ ผมเป็นคนเห็นต้นไม้โทรมไม่ได้ต้องคอยตัดแต่ง รดน้ำ โดยเฉพาะสวนนี้มีแต่ไม้ใบในร่มทำให้ต้องรดน้ำมากเป็นพิเศษ ปัญหาที่พบคือหญ้าจะตายบ่อย โดยเฉพาะในจุดที่ร่มมาก ๆปลูกหญ้าไม่ได้ต้องใช้วิธีโรยกรวด และปลูกไม้คลุมดินในที่ทนร่มแทน" น้ำเสียงที่เล่าบ่งบอกถึงความรัก ความเอาใจใส่ต้นไม้ทุกต้นในสวน จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่สวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยสีเขียวของใบไม้ที่ชูช่อ ผลิยอดและใบอ่อน ๆ อวดความสะพรั่งอยู่เสมอ เจ้าของสวนทิ้งท้ายกับเราว่า
"จะว่าไปคนที่ใช้สวนบ่อยที่สุดกลับไม่ใช่ผมหรอกครับ กลายเป็นเด็ก ๆ และหลานๆเข้ามาวิ่งเล่นกันสนุกสนานมาก ญาติพี่น้องก็มากันบ่อยจนคุณแม่หายเหงาไปเลยครับ"
Tips การดูแลสวนป่า
1. พื้นที่เดิมมีการถมที่โดยใช้ทรายสลับกับดิน หากปลูกต้นไม้ลงไปโดยตรงธาตุอาหารอาจมีไม่เพียงพอในการเจริญเติบโต จึงใช้วิธีใส่ดินผสมลงไปในบริเวณแปลงต้นไม้ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร
2. ในช่วงฤดูฝนโรยปุ๋ยคอกในแปลงต้นไม้ ร่วมกับปุ๋ยละลายช้าซึ่งช่วยให้ไม่ต้องคอยใส่บ่อย ๆประมาณ 3 หรือ 6 เดือนครั้ง
3. ตัดแต่งต้นไม้เป็นครั้งคราวโดยเฉพาะใบแห้ง หรือส่วนที่เกิดโรค รวมทั้งหากต้นไม้มีการแตกกอใหม่และทำให้แปลงปลูกเริ่มแน่นควรตัดแยกออกมาปลูกในบริเวณอื่น
4. เนื่องจากสวนมีความชื้นสูงเพราะอยู่ในพื้นที่ค่อนข้างร่ม บริเวณทางเดินและลานอิฐมอญมักเกิดตะไคร่เสมอ จึงควรขัดออกเป็นครั้งคราวเพื่อป้องกันพื้นลื่น