การนำแสงและสีไปใช้ในงานสถาปัตยกรรมนั้น ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการใช้งาน ถ้าเป็นการใช้งานในเรื่องของฟังก์ชันต่างๆ ภายในอาคาร แสงและสีจำเป็นต้องมีหลักในการเลือกใช้ที่เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยของอาคาร เช่น ถ้าเป็นอาคารพักอาศัยที่มีความต้องการแสงธรรมชาติให้เข้ามาภายใน เพื่อลดการใช้พลังงานจากหลอดไฟ

ควรเปิดช่องเปิดให้มากที่สุดเพื่อให้ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์อย่างเต็มที่ หรือการใช้สีขาวเพื่อทาผนังบริเวณทางเดินที่มีลักษณะยาว เมื่อมีแสงจากธรรมชาติส่องเข้ามา ก็จะช่วยให้อาคารดูกว้างขึ้นและไม่อึดอัด

แสงที่มีคุณภาพเหมาะสำหรับการนำเข้ามาใช้ภายในอาคารในประเทศไทย ควรเป็นแสงจากทางทิศเหนือช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม เพราะวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ จะอ้อมทางทิศใต้ จึงทำให้แสงแดดจากดวงอาทิตย์ มีความสว่างแต่ไม่มีความร้อน เพราะไม่ได้เป็นทิศทางโคจรของดวงอาทิตย์ จึงไม่ร้อน

อาคารส่วนมากจะวางตัวให้หันด้านแคบของอาคารไปทางทิศเหนือ-ใต้ เพื่อให้ด้านกว้างของอาคารไม่ได้รับแสงแดดที่มีความร้อนมากนัก และช่วยลดค่าใช้จ่ายของการทำแผงบังแดดหรืออุปกรณ์กันแดดอีกด้วย

แต่นอกจากใช้แสงเพื่อการใช้งานอาคารแล้ว สถาปนิกมักจะใช้แสงเพื่อให้สถาปัตยกรรมดูมีมิติ หรือเล่นกับปรากฏการณ์ของแสงในแต่ละช่วงเวลาก็สามารถทำได้ แต่จำเป็นต้องใช้ Sun Chart เข้ามาช่วยคำนวณวิถีโคจรของดวงอาทิตย์ ซึ่งจะเปลี่ยนไปในแต่ละวัน หรือใช้หลอด ไปติดตั้งตามจุดต่างๆ ตามที่สถาปนิกได้กำหนดไว้แล้ว

การออกแบบในลักษณะนี้ตัวสถาปัตยกรรม อาจไม่ใช่สถาปัตยกรรมที่พบเห็นได้ทั่วๆ ไป คือมีความพิเศษหรือต้องการสื่อแนวคิดบางอย่าง จึงต้องใช้รูปแบบของแสงที่มีลักษณะเฉพาะ ที่จะส่งผลให้สถาปัตยกรรมเกิดความงามขึ้นมา อย่างเช่น โบสถ์ของศาสนาคริสต์ต้องการให้แสงจากดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดเข้ามาภายในตัวโบสถ์ เพื่อให้เกิดบรรยากาศที่น่าอัศจรรย์ หรืออาคารพิพิธภัณฑ์ที่ต้องการ ใช้แสงเฉพาะจุด เพื่อสร้างมิติการรับรู้ ให้กับผู้ที่มาเข้าชมงาน เป็นต้น

การเลือกใช้สีภายในอาคารก็ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้งานในพื้นที่นั้นๆ เช่นกัน เพราะอย่างที่รู้กันว่าสีส่งผลต่อผู้ใช้งานตามหลักของจิตวิทยาของสี พฤติกรรมของคน มีส่วนมากมาจากสภาพแวดล้อม ประสบการณ์และจิตวิทยาบนพื้นฐาน ของผลกระทบจากสีที่เรารับเข้ามาจากภายนอกผ่านทางตา

เมื่อรับสีต่างๆ ซึ่งมีคลื่นแสงที่มีความยาวแปรผันกับการหักเห การดูดกลืนและการสะท้อนกลับไม่เท่ากัน การรับรู้จากสายตาจะกระตุ้นปฏิกิริยาในสมองอย่าง ฉับพลันจึงทำให้เกิดเป็นพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไป

อย่างเช่นในการที่เราจะมองเห็นสี ที่มีช่วงความยาวคลื่นแสงสูงสุด เช่น สีแดง สีส้ม เราจะต้องใช้พลังงานในการมองเห็นแสงของสีเหล่านี้เป็นจำนวนมาก จึงทำให้สมองและขีพจรเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ซึ่งกลับกันกับสีโทนเย็นที่มีคลื่นแสงช่วงสั้น เช่น สีเขียว สีฟ้า เราสามารถมองเห็นสีเหล่านี้ได้ง่าย และไม่ต้องใช้พลังงานในการมองเห็นมากเหมือนสีโทนร้อน จึงทำให้ร่างกายและจิตใจสงบเยือกเย็น

การใช้สีภายในอาคารจึงจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม โดยพิจารณาถึง ความสัมพันธ์ของพื้นที่กับพฤติกรรม การใช้งานในพื้นที่นั้นๆ ส่วนมากในอาคารสาธารณะ พื้นที่ส่วนกลางของอาคาร จะใช้สีอ่อนดูไม่ฉูดฉาดเป็นหลัก เพราะเป็นพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ต้องใช้งาน เว้นเสียแต่ว่าอาคารหลังนั้นมีแนวความคิดพิเศษ ที่ต้องการเน้นสีสันให้เกิดผลต่อผู้ใช้งานอาคาร

อย่างเช่น อาคารสำนักงานบางแห่งที่เลือกใช้สีโทนร้อน เพื่อกระตุ้นให้พนักงานเกิดการตื่นตัวในการทำงาน สำหรับในบ้านพักอาศัย สีสันของห้องต่างๆ ภายในบ้านอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความชื่นชอบ และรสนิยมของเจ้าของบ้าน

แต่ห้องหลัก อย่างเช่น ห้องนอน ก็ไม่ควรเลือกใช้สีในโทนร้อน เพราะเป็นห้องพักผ่อนที่ต้องการความสงบ หรือห้องของเด็ก อาจจะเลือกใช้สีสันที่มีความสดใสได้ในระดับหนึ่ง เพื่อช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดความกระตือรือร้น และสนใจสีสันที่อยู่รอบตัว