ด้วยมี “ใจความสำคัญ” ของประเพณีสงกรานต์แบบชาววังวรดิศว่า เป็นวันที่ทุกคนจะได้ร่วมรำลึกถึงพระคุณของบรรพบุรุษ ของพ่อแม่ ปู่ย่าตาทวด และ ครูบาอาจารย์ โดยเฉพาะลูกหลานใกล้ชิด การได้ร่วมรำลึกถึงบรรพบุรุษนั้น ก็ยังจะได้รำลึกถึงบุคคลผู้ทรงคุณต่อประเทศชาติไปด้วย
นั่นเพราะวังวรดิศแห่งนี้ เป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 และของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก ซึ่งเมื่อกาลก่อนสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพจะเสด็จเข้าไปกราบถวายบังคมสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ห้องพระบรมอัฐิเป็นประจำทุกวัน จนมาถึงพระอัฐิของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
สำหรับ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล (ดิศกุลรุ่นที่ 4) ผู้ซึมซับประเพณีสงกรานต์ของวังวรดิศมาตลอดชีวิต ได้ย้อนความทรงจำเมื่อวัยเยาว์ในฐานะลูกที่ติดตามคุณพ่อ (พล.ต.ม.ร.ว.สังขดิศ ดิศกุล) ที่ต้องไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารบกประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จนถึงอายุ 5 ขวบ ครั้นเมื่อย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย คุณพ่อ คุณแม่ (มัณฑนา ดิศกุล ณ อยุธยา) ก็จะหอบหิ้วไปเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ ซึ่งสมัยนั้น มีทั้ง ม.จ.จงจิตรถนอม ดิศกุล ,ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ,ม.จ.มารยาตรกัญญา ดิศกุล ,ม.จ.เราหิณาวดี ดิศกุล ฯลฯ เฉพาะอย่างยิ่ง ในวันสงกรานต์ 13 เม.ย. ของทุกปี ซึ่งถือเป็นวันรวมญาติ ของราชสกุลวรดิศ

ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล
โฆษกกระทรวงฯ
ทายาทรุ่นเหลนขององค์ปฐมเสนาบดีแห่งกระทรวงมหาดไทย ท่านนี้เล่าว่า ณ
ตำหนักใหญ่ที่ประทับ ทุกคนจะนั่งกันพร้อมหน้า
เป็นบรรยากาศของการแวะเวียนมาเยี่ยมหากัน ตามประสาญาติพี่น้อง
ที่เน้นความเรียบง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตองให้ยุ่งยาก
หากแต่สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น และมากด้วยคำสอน
คำเตือนจากญาติผู้ใหญ่ที่ให้ความห่วงใยเอ็นดู
“สงกรานต์ของวังวรดิศ ที่เราได้ซึมซับมาโดยตลอด จะค่อนข้างเรียบง่าย มีเพียงแค่น้ำอบไทยหนึ่งขวดสามารถใช้ได้กับผู้ใหญ่หลายท่าน ลูกหลานจะขอรดน้ำเพียงนิดหน่อยลงไปบนพระหัตถ์ ก้มลงหมอบกราบ จากนั้นผู้ใหญ่ก็จะให้ศีลให้พร ซึ่งแต่ละท่านล้วนแล้วแต่อาบน้ำร้อนน้ำเย็นมาก่อนเรา ถือเป็นเวลาที่ลูกหลานจะเข้ามาขอข้อคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ที่ตนนับถือ เรื่องคำให้พรก็ไม่พ้น คำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ขอให้มีความสุขความเจริญ ซึ่งชัดเจนและครอบคลุมหมดแล้ว คือ ให้มีความสุข และเจริญในหน้าที่การงานไปในทางที่ถูกที่ควร เป็นคนดี เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี และต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”
“สงกรานต์ของวังวรดิศ ที่เราได้ซึมซับมาโดยตลอด จะค่อนข้างเรียบง่าย มีเพียงแค่น้ำอบไทยหนึ่งขวดสามารถใช้ได้กับผู้ใหญ่หลายท่าน ลูกหลานจะขอรดน้ำเพียงนิดหน่อยลงไปบนพระหัตถ์ ก้มลงหมอบกราบ จากนั้นผู้ใหญ่ก็จะให้ศีลให้พร ซึ่งแต่ละท่านล้วนแล้วแต่อาบน้ำร้อนน้ำเย็นมาก่อนเรา ถือเป็นเวลาที่ลูกหลานจะเข้ามาขอข้อคำปรึกษาจากผู้ใหญ่ที่ตนนับถือ เรื่องคำให้พรก็ไม่พ้น คำพูดที่ได้ยินกันบ่อยๆ ว่า ขอให้มีความสุขความเจริญ ซึ่งชัดเจนและครอบคลุมหมดแล้ว คือ ให้มีความสุข และเจริญในหน้าที่การงานไปในทางที่ถูกที่ควร เป็นคนดี เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดี และต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต”

ส่วนของขวัญที่ผู้น้อยต้องเตรียมไปมอบให้ญาติผู้ใหญ่นั้นก็เป็นของที่ไม่ต้องมีราคาอะไรแม้แต่น้อย
เป็นเพียงผ้าขนหนูสำหรับเช็ดหน้าผูกโบตรงกลาง
ที่ลูกหลานในสกุลจะยังคงให้ผู้อาวุโสสืบต่อกันมา
“ของที่เตรียมมามอบให้ไม่ใช่ของมีราคา เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีแนวคิดเป็นแบบนี้ ทำให้พระโอรส-พระธิดาของพระองค์ก็ได้รับแนวคิดนี้มาด้วย สืบมาจนถึงชั้นหลานของพระองค์ ก็ทำอย่างเดียวกันต่อท่านพ่อท่านแม่ของตัวเอง
ด้านผู้หลักผู้ใหญ่ อย่าง ม.จ.พูนพิศมัย และ ม.จ.มารยาตรกัญญา บ่อยครั้งก็โปรดที่จะประทานหนังสือดีๆ ที่ทรงเขียนขึ้นเองบ้าง เป็นหนังสือที่คนอื่นเขียนบ้าง พร้อมด้วยสมุดฉีกและปากกาลูกลื่นด้ามเล็กๆ เตรียมไว้เป็นของชำร่วยให้กับคนที่มารดน้ำขอพรจากท่าน”
นอกจากธรรมเนียมดีงามของการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่แล้ว การทำบุญเลี้ยงพระ ก็นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมแห่งความผูกพัน ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นระหว่างกัน ภาพเมื่อวันวานถูกขยายผ่านคำบอกเล่า ชวนให้หวนคิดตามถึงบรรยากาศการตระเตรียมอาหารสำหรับทำบุญเลี้ยงพระและญาติพี่น้องฉบับชาววัง
“สมัยก่อนแต่ละบ้านมีฝีมือเมนูอะไร ก็จะทำเตรียมใส่ปิ่นโตหรือจานเปลกันมาเหมือนมาปิกนิค ทุกครอบครัวจะมีส่วนร่วม ก็เพื่อให้เกิดงานสำคัญของบ้าน ที่ขึ้นชื่อมากคือ น้ำพริกลงเรือ ของ ม.จ. จงจิตรถนอม หรือถ้าเป็นขนมหวานต้องยกให้เค้กฝรั่งที่นุ่มอร่อยของ ม.จ.เราหิณาวดี ที่มีการตกแต่งหน้าเค้กเป็นรูปดอกไม้ เขียนตัวหนังสือลงไป ซึ่งสมัยนั้นเป็นเรื่องที่โก้มาก อีกทั้งยังมีขนมจีนน้ำพริก น้ำยา รสชาติดีตำรับชาววัง พร้อมด้วยโอเลี้ยง ชาจีนใส่น้ำแข็ง และน้ำเก๊กฮวยดับร้อนในช่วงเมษา ก็จะถูกเตรียมพร้อมไว้ให้ได้อิ่มหนำ”
“ของที่เตรียมมามอบให้ไม่ใช่ของมีราคา เพราะสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีแนวคิดเป็นแบบนี้ ทำให้พระโอรส-พระธิดาของพระองค์ก็ได้รับแนวคิดนี้มาด้วย สืบมาจนถึงชั้นหลานของพระองค์ ก็ทำอย่างเดียวกันต่อท่านพ่อท่านแม่ของตัวเอง
ด้านผู้หลักผู้ใหญ่ อย่าง ม.จ.พูนพิศมัย และ ม.จ.มารยาตรกัญญา บ่อยครั้งก็โปรดที่จะประทานหนังสือดีๆ ที่ทรงเขียนขึ้นเองบ้าง เป็นหนังสือที่คนอื่นเขียนบ้าง พร้อมด้วยสมุดฉีกและปากกาลูกลื่นด้ามเล็กๆ เตรียมไว้เป็นของชำร่วยให้กับคนที่มารดน้ำขอพรจากท่าน”
นอกจากธรรมเนียมดีงามของการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่แล้ว การทำบุญเลี้ยงพระ ก็นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมแห่งความผูกพัน ที่ช่วยเพิ่มความอบอุ่นระหว่างกัน ภาพเมื่อวันวานถูกขยายผ่านคำบอกเล่า ชวนให้หวนคิดตามถึงบรรยากาศการตระเตรียมอาหารสำหรับทำบุญเลี้ยงพระและญาติพี่น้องฉบับชาววัง
“สมัยก่อนแต่ละบ้านมีฝีมือเมนูอะไร ก็จะทำเตรียมใส่ปิ่นโตหรือจานเปลกันมาเหมือนมาปิกนิค ทุกครอบครัวจะมีส่วนร่วม ก็เพื่อให้เกิดงานสำคัญของบ้าน ที่ขึ้นชื่อมากคือ น้ำพริกลงเรือ ของ ม.จ. จงจิตรถนอม หรือถ้าเป็นขนมหวานต้องยกให้เค้กฝรั่งที่นุ่มอร่อยของ ม.จ.เราหิณาวดี ที่มีการตกแต่งหน้าเค้กเป็นรูปดอกไม้ เขียนตัวหนังสือลงไป ซึ่งสมัยนั้นเป็นเรื่องที่โก้มาก อีกทั้งยังมีขนมจีนน้ำพริก น้ำยา รสชาติดีตำรับชาววัง พร้อมด้วยโอเลี้ยง ชาจีนใส่น้ำแข็ง และน้ำเก๊กฮวยดับร้อนในช่วงเมษา ก็จะถูกเตรียมพร้อมไว้ให้ได้อิ่มหนำ”

ตราบจนวันนี้ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนผ่าน แต่ด้วยเจตนารมณ์ที่ยังฝังแน่นในหลักคำสอน ทำให้ไม่เพียงเครือญาติเท่านั้นที่ต้องระลึกถึง กับ “มิตรที่ไม่ใช่ญาติ”
ซึ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้เป็นพี่น้องร่วมสายเลือดก็ยังถูกนับรวมสำหรับวันสงกรานต์
และวังแห่งนี้ก็ยินดีต้อนรับให้ทุกคนได้ร่วมสานต่อธรรมเนียมอันงดงามในความเรียบง่าย
ให้สืบทอดต่อไปสู่คนรุ่นหลัง
“จริงๆ ผมไม่เคยนึกถึงภาพสงกรานต์ ที่เป็นเรื่องของความสนุกหรือความมันส์เลยนะ ภาพแรกที่ชวนให้นึกถึงมาตลอด คือ การได้ระลึกถึงพระคุณของบุพการีชนและคุณของแผ่นดินเสียมากกว่า ซึ่งถ้าใครอยากสัมผัสภาพบรรยากาศเก่าๆ ของธรรมเนียมสงกรานต์ ที่ยังคงวิถีดั้งเดิมไว้ให้ใกล้เคียงกับครั้งอดีต วังแห่งนี้ก็ยินดีต้อนรับทุกเมื่อ”
* * * * * * *
กิจกรรมในวันที่ 13 เม.ย. ณ วังวรดิศ (พอสังเขป)
ในช่วงเช้า เมื่อเสร็จสิ้นการสรงน้ำพระบรมอัฐิ ซึ่งจะทำเพียงปีละ 1 ครั้งโดยทายาทครอบครัวดิศกุล จากนั้นรอจนพิธีกรรมทางสงฆ์และการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่เสร็จสิ้น ก็ถึงเวลารับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเมนูที่จัดเตรียมไว้โดยเจ้าของวัง และอีกส่วนหนึ่งจากผู้แวะมาเยือนจัดเตรียมกันมา เป็นการร่วมรับประทานในบรรยากาศที่อบอุ่นตามประสาของญาติสนิทมิตรสหาย
ส่วน ในช่วงบ่าย จะเปิดให้ผู้ที่มาร่วมประเพณีสงกรานต์ ขึ้นกราบไหว้พระบรมอัฐิในเวลาประมาณ 14.00 น. และร่วมฟังพระสงฆ์สดับปกรณ์เวลา 15.00 น. จากนั้นก็จะเชิญชวนให้ชมรอบบริเวณวัง เพื่อซึมซับถึงพระจริยวัตร ตลอดจนคุณูปการทั้งปวงของพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย โดยการนำชมของ ม.ล.ปนัดดา ทายาทผู้ตั้งใจสืบสานความงดงามในทุกบทตอนของวังวรดิศ
“จริงๆ ผมไม่เคยนึกถึงภาพสงกรานต์ ที่เป็นเรื่องของความสนุกหรือความมันส์เลยนะ ภาพแรกที่ชวนให้นึกถึงมาตลอด คือ การได้ระลึกถึงพระคุณของบุพการีชนและคุณของแผ่นดินเสียมากกว่า ซึ่งถ้าใครอยากสัมผัสภาพบรรยากาศเก่าๆ ของธรรมเนียมสงกรานต์ ที่ยังคงวิถีดั้งเดิมไว้ให้ใกล้เคียงกับครั้งอดีต วังแห่งนี้ก็ยินดีต้อนรับทุกเมื่อ”
* * * * * * *
กิจกรรมในวันที่ 13 เม.ย. ณ วังวรดิศ (พอสังเขป)
ในช่วงเช้า เมื่อเสร็จสิ้นการสรงน้ำพระบรมอัฐิ ซึ่งจะทำเพียงปีละ 1 ครั้งโดยทายาทครอบครัวดิศกุล จากนั้นรอจนพิธีกรรมทางสงฆ์และการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่เสร็จสิ้น ก็ถึงเวลารับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเมนูที่จัดเตรียมไว้โดยเจ้าของวัง และอีกส่วนหนึ่งจากผู้แวะมาเยือนจัดเตรียมกันมา เป็นการร่วมรับประทานในบรรยากาศที่อบอุ่นตามประสาของญาติสนิทมิตรสหาย
ส่วน ในช่วงบ่าย จะเปิดให้ผู้ที่มาร่วมประเพณีสงกรานต์ ขึ้นกราบไหว้พระบรมอัฐิในเวลาประมาณ 14.00 น. และร่วมฟังพระสงฆ์สดับปกรณ์เวลา 15.00 น. จากนั้นก็จะเชิญชวนให้ชมรอบบริเวณวัง เพื่อซึมซับถึงพระจริยวัตร ตลอดจนคุณูปการทั้งปวงของพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย โดยการนำชมของ ม.ล.ปนัดดา ทายาทผู้ตั้งใจสืบสานความงดงามในทุกบทตอนของวังวรดิศ













