ที่ว่างรอบๆบ้านก็มีเป็นหย่อมเล็กๆเอาไว้ปลูกต้นไม้พองาม หรือถูกแทนที่กลายเป็นส่วนขยายของบ้านล้ำออกมา เดินออกจากรั้วบ้านก็พบเจอ คน(เพื่อน?)ข้างบ้านที่อาจจะไม่รู้จักกันก็เป็นไปได้ ทั้งนี้จากที่เกริ่นมาในเบื้องต้นจึงเกิดคำถามตามมาว่า "ในเมื่อเรือนไทยมีความสวยงาม น่าอยู่ แต่สมัยนี้ทำไมหลายๆคนจึงไม่สนใจปลูกบ้านเรือนไทยเพื่ออยู่อาศัยกันและเรือนไทยจะเปลี่ยนไปอย่างไร?"

เมื่อตั้งคำถามแล้วก็เลยต้องไปค้นคว้าหาคำตอบแล้วก็พบว่า เรือนไทยเป็นอาคารที่ปลูกสร้างมาด้วยภูมิปัญญาของคนไทยเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น และการที่เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าเรือนไทยอยู่แล้วสบายก็เพราะว่าเรือนไทยอาศัยสภาพแวดล้อมโดยรอบที่เอื้ออำนวยต่อการอยู่อาศัยผสมผสานกับไม้ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ในป่าธรรมชาติ มาปรุงแต่งให้เกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบสวยงาม และมีเอกลักษณ์ อีกทั้งการปลูกเรือนไทยในอดีตเป็นการทำงานที่อาศัยความร่วมแรงร่วมใจของเพื่อนบ้านมาช่วยกันปรุงเรือนให้สมบูรณ์ จึงเกือบจะไม่มีค่าใช้จ่ายของค่าแรงงานฝีมือที่มีความชำนาญมาเป็นปัจจัยในการก่อสร้าง

แต่ทว่า....ปัจจุบันสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจนไม่สามารถพึ่งพาอาศัยธรรมชาติมาช่วยสร้างความสบายให้กับบ้านเรือนไทย กล่าวคือ เราอยู่กันอย่างแออัดมากขึ้น และสนใจสภาพแวดล้อมโดยรอบน้อยลง ที่สำคัญคือมีปัจจัยทางเศรษฐกิจเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของค่าแรงงานและค่าวัสดุ เพราะไม้ซึ่งเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในการก่อสร้างเรือนไทยหายากและมีราคาแพง อีกทั้งการปลูกสร้างเรือนไทยต้องอาศัยช่างฝีมือที่มีความชำนาญ และความประณีต ซึ่งต้องมีระยะเวลาในการทำงานที่มากขึ้นทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ประกอบกับวิถีชีวิตของผู้คนในยุคสมัยปัจจุบันที่มีความต้องการอุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากมายในชีวิตประจำวัน จึงมีการนำเทคโนโลยี วัสดุและอุปกรณ์ใหม่ๆเข้ามาใช้งาน ซึ่งบางครั้งอาจไม่สอดคล้องกับรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของเรือนไทยจนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบจนผิดเพี้ยนไป

ดังนั้นคำตอบที่ได้รับข้างต้นคงพอจะสรุปได้ว่าปัจจัยทางเศรษฐกิจและสภาพวิถีชีวิตของคนในสังคมปัจจุบันได้ส่งผลต่อทัศนคติของผู้คนที่มีต่อบ้านเรือนไทย ทั้งนี้หากเราเรียนรู้วิธีการออกแบบที่ผสมผสานเทคโนโลยีให้เหมาะสมกับรูปแบบทางสถาปัตยกรรมของเรือนไทย ก็จะช่วยอนุรักษ์เรือนไทยให้คงเสน่ห์และความมีเอกลักษณ์สืบไป...