1. หันบ้านให้ถูกทาง
3 คำจำให้แม่น “อยู่เย็นเป็นสุข” “ร่มรื่น ร่มเย็น” “โล่ง โปร่ง สบาย”
หลายคนคงเคยพูดหรือได้ยินคำ “อยู่เย็นเป็นสุข” “ร่มรื่น ร่มเย็น” หรือ”โล่งโปร่งสบาย” อยู่บ่อย ๆ สามคำนี้บอกถึงการอยู่อาศัยในสภาพอากาศแบบบ้านเราได้ชัดเจนที่สุด ทั้งนี้เพราะบ้านเรา อยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น ดังนั้นบ้านเราจึงต้อง “อยู่เย็น “ ถึงจะ “เป็นสุข” ต่างจากประเทศเมืองหนาวที่ต้อง “อยู่ร้อน” อยู่อุ่น” ถึงจะ “เป็นสุข” บ้านของเราจึงต้องหลีกเลี่ยงความร้อนหรือแสงแดดที่รุนแรง รอบ ๆ บ้านต้องมี "ร่มเงา” จึง “ร่มรื่น” และ “เย็น”
สำหรับอากาศที่ชื้น บ้านเราต้อง “อยู่โล่ง อยู่โปร่ง” ถึงจะ “สบาย” แปลว่าเราคง "ไม่สบาย” แน่หาก “อยู่อับ อยู่ทึบ” การที่บ้านโล่งและล่งและโปร่งนั้นทำให้ลมธรรมชาติสามารถพัดผ่านเข้าภายในตัวบ้านได้ช่วยพัดเอาอากาศใหม่เข้ามาแทนที่อากาศเก่าในบ้านพัดพาเหงื่อและความร้อนออกไปจากตัวเรา อีกทั้งยังช่วยระบายกลิ่นที่ไม่ต้องการออกไปอีกด้วย
สภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านมีส่วนช่วยทำให้บ้านเย็นสบาย เช่น มีต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงามีแหล่งน้ำที่ให้ความเย็น ไม่มีอาคารกีดขวางทางลม ฯลฯ การวางตำแหน่งของบ้านที่ดีจะทำให้ภายในบ้านได้รับประโยชน์จากธรรมชาติมากที่สุด ถือเป็นการเริ่มต้นที่ช่วยให้การใช้พลังงานในบ้านน้อยลง
ดวงอาทิตย์อ้อมไต้
ความร้อนที่เกิดในบ้านจนเป็นสาเหตุให้เราต้องเสียค่าไฟฟ้าเพื่อปรับอากาศ ส่วนใหญ่เป็นความร้อนก็ต้องป้องกันแสงแดดไม่ให้ส่องเข้าบ้าน สำหรับประเทศไทย ดวงอาทิตย์ที่ขึ้นทางด้านทิศตะวันออกจะมีการเคลื่อนตัวอ้อมไปทางทิศใต้ จนไปตกทางด้านทิศตะวันตก เป็นเวลา 8 ถึง 9 เดือน และเดือนธันวาคมก็จะเป็นช่วงเดือน ที่ดวงอาทิตย์อ้อมไปทางทิศใต้มากที่สุดและมีมุมแดดต่ำที่สุดด้วย ช่วงเดือนที่เหลืออีกประมาณ 3 ถึง 4 เดือน ( พฤษภาคม – กรกฎาคม ) นั้น ดวงอาทิตย์จะเคลื่อนที่อ้อมไปทางทิศเหนือโดยมีมุมแดดที่ค่อนข้างสูง แปลง่าย ๆ ก็คือ ทิศเหนือการกันแดดทำได้ง่ายกว่าทางด้านทิศใต้ ด้านทิศเหนือสำหรับบ้านเราจึงถือเป็นทิศที่แสงธรรมชาติค่อนข้างดี ไม่มีแสงแดดมากนัก
ดังนั้นการวางตำแหน่งของบ้านก็อาจใช้หลัก “เปิดรับแสงเหนือ” และ “กันแดดด้านตะวันตกและใต้” เท่านี้ก็พอจะสู้กับความร้อนได้อย่างดีและประหยัดพลังงานทีเดียว
ลมเหนือลมใต้
ลมประจำที่พัดผ่านประเทศของเรา เป็นลมที่มีทิศทางค่อนข้างชัดเจนเนื่องจากเป็นลมมรสุม ( คล้ายลมบก ลมทะเล แต่พัดเป็นบริเวณกว้าง และพัดเป็นเวลานาน ๆ )
มีอยู่ 2 ชนิด คือ ลมมรสุมฤดูร้อนที่พัดมาจากทางทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ ช่วงประมาณเดือน พฤษภาคมจนถึงตุลาคมและมรสุมฤดูหนาวที่พัดมาจากทางทิศเหนือ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือช่วงประมาณเดือนธันวาคมจนถึงกุมภาพันธ์ แปลว่าการจะสร้างบ้าน หรือจัดวางบ้านให้ได้รับลมประจำก็ต้องพยายามให้มีช่องเปิดที่ผนังด้านทิศเหนือและทิศใต้ ทั้ง 2 ด้าน สำหรับบ้านที่อยู่ในเมือง ลมอาจพัดมาได้จากหลายทิศทาง เนื่องจากมีสิ่งก่อสร้างอาคารบ้านเรือนอยู่เยอะ ทำให้ลมเปลี่ยนทิศ ก็สามารถเลือกเปิดช่องหน้าต่างด้านที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น เลือกด้านที่แดดส่องเข้าน้อยที่สุดเป็นต้น
2. กางร่มให้บ้าน
หลาย ๆ บ้านไม่สามารถหันบ้านให้หลบแดดเนื่องจากปลูกสร้างมานาน ก็อาจใช้แนวคิดการ “กางร่มให้บ้าน” เพื่อให้ตัวบ้าน เช่น ผนัง หลังคา หรือช่องหน้าต่างถูกแสงแดดน้อยที่สุด จะทำให้ความร้อนถ่ายเทเข้าบ้านน้อยลง เมื่อความร้อนเข้าน้อยค่าไฟฟ้าของการใช้เครื่องปรับอากาศก็จะน้อยด้วย ( เช่นเดียวกับเวลาเราขับรถหาที่จอดรถ เราก็มักจะเลือกจอดในร่ม เวลากลับเข้ามาในรถจะได้ร้อนน้อยกว่าการจอดกลางแดด
ต้นไม้สุดยอดร่มเงา
วิธีการง่ายและให้ประโยชน์มากที่สุดของการ “กางร่มให้บ้าน” คือ การปลูกต้นไม้บริเวณรอบ ๆ ๆบ้าน นอกจากความร่มรื่น ความสดชื่น อากาศบริสุทธ์ที่ได้รับจากต้นไม้ หลายท่านคงพอทราบว่าต้นไม้ช่วยลดความร้อนบริเวณโดยรอบ โดยต้นไม้จะดึงเอาความร้อนที่อยู่รอบ ๆ ไปทำให้น้ำที่รากดูดขึ้นมาจากใต้ดินระเหยเป็นไอน้ำผ่านออกไปทางปากใบทำให้อากาศรอบ ๆ ต้นไม้เย็นลง เป็นการช่วยลดความร้อนให้กับสภาพแวดล้อม เชื่อหรือไม่ว่าต้นไม้ขนาดใหญ่นั้นสามารถดูดความร้อนและคายความเย็นให้กับสภาพแวดล้อมได้เทียบเท่ากับเครื่องปรับอากาศขนาด 1 ตันเลยทีเดียว แม้จะเย็นเร็วไม่เครื่องปรับอากาศก็ตาม แต่อย่าลืมว่าต้นไม้ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ต้องเสียค่าไฟในการทำความเย็น
ดังนั้นทุกครั้งที่เราปลูกต้นไม้ใหญ่ในบริเวณบ้าน เรากำลังได้รับประโยชน์จากธรรมชาติ หรือ ต้นไม้ 4 ประการด้วยกัน คือ “ให้ร่มเงา” “ร้างอากาศบริสุทธิ์” “ทำความเย็น” และ “ช่วยประหยัดพลังงาน” ให้กับบ้านของเราพร้อม ๆ กัน
ติดกันสาดให้บ้าน
การติดตั้งกันสาดหรือแผงกันแดดเป็นการป้องกันความร้อนและแสงแดดไม่ให้ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นความร้อนสะสมอยู่ในบ้าน เมื่อเปิดเครื่องปรับอากาศ ความร้อนเหล่านั้นจะทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักขึ้น การใช้ไฟฟ้าก็มากขึ้นด้วย การติดตั้งกันสาดหรือแผงกันแดดที่ดีนั้นต้องเป็นกันสาดที่กันแสงแดดไม่ให้ส่องผ่านเข้ามาในบ้านได้เกือบทั้งหมด แต่อย่าติดมากถึงกับทำให้ภายในบ้านมืดจนต้องเปิดดวงไฟแสงสว่างในเวลากลางวัน ด้านที่ควรมี กันสาดหรือแผงกันแดดหากให้แนะนำก็ควรพิจารณาติดกันสาดด้านทิศใต้ และทิศตะวันตกก่อน (ลองพลิกกลับไปดูเรื่องดวงอาทิตย์อ้อมใต้ )
กันสาดหรือแผงกันแดดประเภทที่เอามาติดเข้าที่ตัวบ้านในภายหลัง โดยมากมักจะต้องเป็นกันสาดหรือแผงกันแดดที่มีน้ำหนักเบา ๆ ยื่นยาวอกกมาได้ไม่มากนัก เนื่องจากไม่ได้มีการเตรียมโครงสร้างของบ้านไว้รองรับ เช่น พวกกันสาดอลูมิเนียม ไฟเบอร์กลาส ไปจนถึงระแนงไม้ และผ้าใบ พวกนี้ต้องมีการบำรุงรักษาและเปลี่ยนวัสดุบ้าง จะให้ดีควรต้องปรึกษาผู้รู้ก่อนติดตั้ง เพื่อป้องกันปัญหากับโครงสร้างของตัวบ้าน
3.อย่าใส่แหล่งความร้อน
บริเวณพื้นที่ว่างรอบตัวบ้านที่หลาย ๆ บ้านทำเป็นลานคอนกรีตจอดรถและอยู่กลางแสงแดดตลอดเวลาพื้นที่พวกนี้จะเป็นตัวดูดความร้อน และอมความร้อนได้ดี ปฏิบัติตังเองเป็น “ แหล่งผลิต ความร้อน” หรือ “มวลความร้อน” ยิ่งมีพื้นที่กว้างใหญ่ และ วางอยู่ทางทิศใต้ หรือ ทิศตะวันตก แทนที่เราจะได้ลมเย็นพัดเข้ามาแทน เพราะลมที่พัดผ่านจะพาความร้อนจากลานพวกนี้มาด้วย แถมฝุ่นให้บ้านเราอีกต่างหาก พื้นที่แบบนี้จึงควรมีให้น้อยที่สุด
แนวทางแก้ไขในกรณีที่จำเป็นต้องมีพื้นที่ดังกล่าว เช่น การเลือกใช้วัสดุปูพื้นผิวที่เหมาะสมก็ช่วยให้สภาพแวดล้อมเย็นลงได้ เช่น ใช้บล็อกสนาม ( หญ้าสามารถขึ้นได้ ) แทนไม่เช่นนั้นก็ต้องพยายาม “กางร่มให้ลานคอนกรีต” แต่อย่าปล่อยไว้ให้รอบบ้านร้อนแล้ว “ติดแอร์ เสียค่าไฟ ใช่พลังงานสิ้นเปลือง”
ปูฉนวนให้พื้นดิน
การปลูกหญ้า ไม้คลุมดิน โดยรอบบ้านนอกจากเป็น “การปูฉนวนกันความร้อน” ให้กับพื้นดิน ยังเป็นเสมือน “ตัวป้องกันฝุ่น” ที่เกิดจากดินแห้งได้อีกด้วย ทั้งยังเป็นการสร้างความร่มรื่น ความสบายตา สบายใจ ลดการสะท้อนของแสง ฯลฯ ถึงตอนนี้หากยังไม่เห็นประโยชน์ของพวกพืชคลุมดิน ลองนึกภาพถึงพื้นถนนคอนกรีตที่อยู่กลางแดดที่ร้อนจัดจนไม่สามารถเดินเท้าเปล่าได้ และต้องหรี่ตาเวลามองก็จะเห็นประโยชน์ของพืชคลุมดินหรือสนามหญ้าอย่างชัดเจน
4. ยอมให้ลมพัดผ่าน
ทุกครั้งที่มีลมพัดผ่าน เราจะรู้สึกเย็นสบาย ถ้าบ้านเรามีลม ( เย็น ) พัดผ่านเข้าบ้าน บ้านเราอาจไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ หรือ เปิดก็เพียงแต่น้อย ทิศทางลมหลัก ๆ ของบ้านเราหากจำกันได้ คือ ลมหน้าร้อนพัดมาจากทางทิศใต้ และ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ลมหน้าหนาวพัดมาจากทางทิศเหนือ และ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ หากวางบ้านหรือช่องหน้าต่าง ของห้องทางทิศที่ว่านี้ก็มีโอกาสจะได้รับลม แต่การที่ให้ลมพัดผ่านบ้านนั้น มีข้อคิดดังนี้
มีทางให้ลมเข้า ต้องมีทางให้ลมออก
จะให้ลมเข้าภายในบ้านนั้น ต้องมีช่องทางให้ลมเข้า และ ช่องทางให้ลมออก บ้านไหนมีหน้าต่างด้านเดียวลมแทบจะพัดเข้าไม่ได้เลย ดีที่สุด คือ การให้แต่ละห้องมีหน้าต่างอยู่ด้านตรงข้ามกันและมีขนาดใหญ่เท่า ๆ กัน จะทำให้อากาศถ่ายเทในห้องมากขึ้นด้วย รวมถึงอย่าวางเฟอร์นิเจอร์ หรือ สิ่งของในบ้านขวาง หรือ บังทางลมเข้าออก สภาพแวดล้อมรอบบ้านที่ดี ( เช่น มีต้นไม้ ปลูกหญ้า )ช่วยให้ลมเย็นขึ้น หรือ ถ้าหากไม่มีลมพัดผ่านห้องใดของบ้านเลย ลองใช้การเปิดพัดลมช่วยสร้าง “ลม” กันก่อนเท่านี้ก็เป็นการลดค่าไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศได้อีกทาง เพราะเจ้าพัดลมนั้น “กินไฟ” น้อยกว่าเครื่องปรับอากาศเยอะเลยทีเดียว
5. เปิดบ้านรับแสงธรรมชาติที่ดี
การที่แต่ละห้องในบ้านมีช่องแสง หรือ หน้าต่างให้แสงธรรมชาติสามารถส่องเข้ามาในห้องได้นั้น ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ เราไม่ต้องเสียสตางค์ค่าไฟฟ้าเพื่อจะเปิดโคมไฟ ในเวลากลางวัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีแสงสว่างธรรมชาติภายนอก เพียงพอการเปิดรับแสงธรรมชาติให้ส่องเข้าบ้านที่ดีนั้นควรอยู่ในทิศทางที่ไม่มีแสงแดดเข้ามา ด้วยทิศทางนั้นได้แก่ด้านทิศเหนือ ซึ่งดวงอาทิตย์ของบ้านเราจะเคลื่อนที่อ้อมมาด้านทิศเหนือเพียงประมาณ 3เดือนเท่านั้น ดังนั้นถ้าเปิดหน้าต่าง หรือ ช่องแสงทางทิศเหนือ ภายในห้องก็จะได้รับความสว่างจากแสงธรรมชาติที่ดี หรือแสงด้านทิศตะวันออก ตะวันออกเฉียงเหนือที่ช่วงบ่ายจะไม่โดนแดดก็จัดว่าได้รับแสงธรรมชาติที่ดีเช่นกัน
ดังนั้นถ้าทำทุกห้องมีแสงธรรมชาติเข้าได้เพียงพอเชื่อได้เลยว่าจะประหยัดค่าไฟได้เดือนละหลายสตางค์ แถมในห้องก็ไม่อับชื้น ยิ่งโดยเฉพาะห้องน้ำและห้องเก็บของ หากคิดต่อเลยไปถึง ห้องน้ำห้องเก็บของในอาคารสำนักงาน โรงเรียน โรงพยาบาล หรือห้างสรรพสินค้าที่มีหลอดไฟหลายสิบหลอดในแต่ละห้อง หรือ หลายร้อยหลอดในแต่ละอาคาร ก็จะเห็นการประหยัดงาน และค่าไฟฟ้า โดยอาศัยการเปิดรับแสงธรรมชาติได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
|
|














